╚═══════════╝
Pfizer ก่อตั้งขึ้นในปี 1849 โดย ชาร์ล ไฟเซอร์
นักเคมีและนักธุรกิจชาวเยอรมัน ผู้ที่อพยพจากแผ่นดินยุโรปไปอยู่ที่สหรัฐอเมริกา
จุดเริ่มต้นของเรื่องคือ ชาร์ล ไฟเซอร์ ได้ขอยืมเงินจากคุณพ่อของเขาจำนวน 2,500 ดอลลาร์สหรัฐ เพื่อไปเริ่มต้นเปิดร้านขายยาเล็กๆ ในกรุงนิวยอร์กกับญาติที่ชื่อว่า ชาร์ล เอียร์ฮาร์ต
หลังจากเปิดร้านไปได้ไม่นาน ทั้งคู่ก็พัฒนายาตัวแรก คือ ยาต้านปรสิต (Antiparasitics) หรือที่เรียกกันว่า ยาถ่ายพยาธิ ได้สำเร็จ
ยาตัวนี้ประสบความสำเร็จอย่างกว้างขวาง เนื่องจากในช่วงนั้น เป็นช่วงที่สหรัฐอเมริกากำลังประสบกับการแพร่ระบาดของโรคพยาธิลำไส้อย่างหนัก
ต่อมาในปี 1880 ทั้งคู่ได้คิดค้นและผลิตกรดซิตริก โดยกรดชนิดนี้นิยมนำไปใช้ในการถนอมอาหาร ซึ่งผลิตภัณฑ์ตัวนี้ของทั้งคู่ก็ประสบความสำเร็จอีกเช่นกัน
เมื่อหลายผลิตภัณฑ์จากการคิดค้นของทั้งสองคนได้รับการตอบรับที่ดีจากลูกค้า ทั้งคู่ก็เริ่มขยายธุรกิจด้วยการซื้ออสังหาริมทรัพย์ เพื่อเปิดเป็นห้องทดลองและโรงงานของบริษัท
กิจการของพวกเขาเติบโตขึ้นเรื่อยๆ จนในปี 1906 รายได้ของ Pfizer อยู่ที่ประมาณ 106 ล้านบาท ซึ่งถือว่ามากพอสมควรในสมัยนั้น
แต่สงครามโลกครั้งที่ 1 ในช่วงระหว่างปี 1914-1918 ก็เริ่มส่งผลให้ Pfizer ประสบปัญหาการขาดแคลนวัตถุดิบ เนื่องจากวัตถุดิบในการผลิตกรดซิตริกบางส่วนต้องนำเข้าจากอิตาลี ซึ่งกำลังอยู่ในพื้นที่สงคราม
พอเป็นแบบนี้ บริษัทจึงต้องมองหาวิธีอื่นเพื่อใช้ในการผลิตกรดซิตริก บริษัทจึงหันมาใช้วิธีการหมักน้ำตาลเพื่อผลิตกรดซิตริกแทนการนำเข้าวัตถุดิบจากอิตาลี
จนสุดท้าย Pfizer กลายมาเป็นบริษัทผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีในการหมักในที่สุด
เรื่องนี้ ทำให้ Pfizer เป็นบริษัทแรกที่นำเทคโนโลยีดังกล่าวไปใช้ในการผลิตยาเพนิซิลลิน (Penicillin) ในปริมาณมาก (Mass Production) เพื่อช่วยใช้ในการรักษาแผลที่เกิดจากการติดเชื้อของทหารที่รบในระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2
หลังประสบความสำเร็จในการคิดค้นวิธีการใหม่ในการผลิตยาเพนิซิลลิน Pfizer ก็ได้ทำการค้นคว้าวิจัยยาปฏิชีวนะตัวอื่นๆ ซึ่งก็ทำกำไรให้บริษัทได้เป็นกอบเป็นกำ
โดยเฉพาะยาปฏิชีวนะที่ชื่อว่า “เทอราไมซิน (Terramycin)” ที่ใช้รักษาโรคติดเชื้อแบคทีเรีย โดยยาดังกล่าวนับเป็นผลงานการวิจัยชิ้นแรกของบริษัท ที่จำหน่ายภายใต้สิทธิบัตรของ Pfizer
หลังจากนั้นอาณาจักรของ Pfizer ก็ขยายใหญ่ขึ้นจนเรียกได้ว่า ตอนนี้เป็นยักษ์ใหญ่ในวงการยาของโลก
ทำให้นอกจากการคิดค้นเรื่องยาแล้ว ตอนนี้ Pfizer จะคอยหาซื้อกิจการที่เกี่ยวกับยาเข้ามาอยู่ในอาณาจักรอีกด้วย
นับตั้งแต่ปี 2000 เป็นต้นมา การเติบโตของ Pfizer ส่วนใหญ่จะเกิดจากการเข้าไปซื้อ หรือควบรวมกิจการ บริษัทยาสัญชาติอเมริกันรายใหญ่ๆ ซึ่งดีลที่มีมูลค่าสูง เช่น
ปี 2000 ซื้อกิจการ Warner-Lambert ด้วยมูลค่า 3.3 ล้านล้านบาท
ปี 2009 ซื้อกิจการ Wyeth ด้วยมูลค่า 2 ล้านล้านบาท
ปี 2010 ซื้อกิจการ King Pharmaceuticals ด้วยมูลค่า 1 แสนล้านบาท
จากร้านขายยาเล็กๆ ในกรุงนิวยอร์กที่เริ่มต้นจากชาวเยอรมันเพียงแค่ 2 คน
วันนี้ Pfizer มีพนักงานกว่า 88,000 คน มีโรงงานผลิตยาจำนวน 50 แห่ง อยู่ทั่วโลก และผลิตภัณฑ์ของบริษัทมีการส่งไปขายกว่า 125 ประเทศทั่วโลก
ผลประกอบการของ บริษัท Pfizer Inc.
ปี 2017 รายได้ 1.58 ล้านล้านบาท กำไร 639,000 ล้านบาท
ปี 2018 รายได้ 1.55 ล้านล้านบาท กำไร 335,000 ล้านบาท
ปี 2019 รายได้ 1.55 ล้านล้านบาท กำไร 488,000 ล้านบาท
ด้วยรายได้ระดับนี้ทำให้ปัจจุบัน Pfizer คือ บริษัทผลิตยาและวัคซีน ที่มีมูลค่าบริษัทมากเป็นอันดับที่ 2 ของโลก เป็นรองเพียงแค่ Johnson & Johnson
นับตั้งแต่การระบาดของโรคโควิด 19 ทำให้บริษัทผลิตยารายใหญ่ของโลกหลายรายพยายามเร่งการพัฒนาวัคซีนสำหรับต่อต้านเชื้อไวรัสตัวนี้ ซึ่ง Pfizer ก็เป็นหนึ่งในบริษัทที่เข้ามาร่วมพัฒนาด้วย
โดย Pfizer ร่วมมือกับ BioNTech บริษัทเทคโนโลยีชีวภาพชั้นนำจากเยอรมัน เพื่อพัฒนาวัคซีนดังกล่าว ซึ่งราคาวัคซีนของ Pfizer และ BioNTech ที่ผลิตมานั้น ปัจจุบันอยู่ที่ “โดส” หรือหลอดละประมาณ 600 บาท
โดยล่าสุด หน่วยงานกำกับดูแลยาและเวชภัณฑ์ของรัฐบาลอังกฤษได้อนุมัติการใช้วัคซีนของ Pfizer และ BioNTech เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งทางรัฐบาลอังกฤษได้สั่งซื้อวัคซีนดังกล่าวล่วงหน้าไปแล้วกว่า 40 ล้านโดส
เราปฏิเสธไม่ได้ว่า วิกฤติโควิด 19 ในครั้งนี้ สร้างความเสียหายให้แก่หลายธุรกิจทั่วโลก
อย่างไรก็ตาม ก็มีหลายธุรกิจที่ได้รับประโยชน์จากวิกฤติครั้งนี้
และ Pfizer บริษัทผลิตยาและวัคซีนยักษ์ใหญ่ของโลก ก็คือหนึ่งในนั้น..
ปิดท้ายด้วยข้อมูลที่น่าสนใจ
รู้หรือไม่ว่า นับจากต้นปี มูลค่าบริษัทของ Pfizer
เพิ่มขึ้นมาแล้วประมาณ 660,000 ล้านบาท
ทำให้ในตอนนี้ Pfizer มีมูลค่าบริษัทสูงถึง 6.7 ล้านล้านบาท
มากกว่ามูลค่าบริษัทในตลาดหุ้นไทย 10 อันดับแรก รวมกันเสียอีก..
----------------------
Blockdit เป็นแพลตฟอร์ม สำหรับนักอ่าน และนักเขียน
ที่มีผู้ใช้งาน 1 ล้านคน ลองใช้แพลตฟอร์มนี้เพื่อได้ไอเดียใหม่ๆ
แล้วอาจพบว่าสังคมนี้เหมาะกับคนเช่นคุณ
Blockdit. Ideas Happen.
----------------------
ติดตามลงทุนแมนได้ที่
Website -
Blockdit -
Facebook -
Twitter -
Instagram -
Line -
YouTube -
References
-
-
-
-
-
-
->-
© 2017-2020 Longtunman. All rights reserved.