╚═══════════╝
เริ่มแรก พรรคเดโมแครต มีชื่อเดิมว่า “พรรคเดโมแครต-รีพับลิกัน”
ซึ่งก่อตั้งโดยอดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนที่ 3 ที่ชื่อว่า Thomas Jefferson ในปี 1792 หรือเมื่อ 228 ปีที่แล้ว ซึ่งตรงกับสมัยรัชกาลที่ 2 ของกรุงรัตนโกสินทร์ของประเทศไทย
ต่อมา ภายในพรรคเดโมแครต-รีพับลิกัน มีการแตกออกเป็นอีกหลายฝ่าย
โดย Andrew Jackson อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนที่ 7 แยกตัวออกมาจากพรรค แล้วก่อตั้งอีกพรรคการเมือง โดยใช้ชื่อว่า “พรรคเดโมแครต” ขึ้นในปี 1828
(ส่วนอีกฝ่ายที่แยกไป “ไม่ใช่” พรรครีพับลิกัน ในปัจจุบันแต่อย่างใด)
รู้ไหมว่า นับจากวันนั้น สหรัฐอเมริกามีประธานาธิบดีที่มาจากพรรคเดโมแครตเป็นจำนวน 15 คน ซึ่งคนล่าสุดก็คือ โจ ไบเดน (กำลังจะเป็นคนที่ 16)
ปรัชญาการเมืองที่เป็นแก่นของพรรคเดโมแครต คือ มุ่งเน้นความเป็นเสรีนิยมสมัยใหม่ สนับสนุนความเท่าเทียมทางสังคมและเศรษฐกิจไปพร้อมๆ กัน
นโยบายจากเดโมแครตมักจะเน้นการเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำ เก็บภาษีในอัตราสูงโดยเฉพาะกลุ่มคนรายได้สูง แล้วนำมากระจายกลับสู่สังคมให้เท่าๆ กัน ผ่านการนำไปพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานหรือโครงการต่างๆ
แนวคิดดังกล่าวตรงข้ามกับพรรครีพับลิกัน ที่เน้นไปในทางอนุรักษ์นิยม สนับสนุนทุนนิยมแบบตลาดเสรี ใช้นโยบายการทหารที่เข้มแข็ง และการให้เสรีภาพกับภาคธุรกิจมากกว่า
พรรครีพับลิกัน ไม่เห็นด้วยกับการเพิ่มค่าจ้างขั้นต่ำ และยังสนุนการให้เก็บภาษีในอัตราต่ำ เพราะเชื่อว่า เมื่อภาคธุรกิจจ่ายภาษีน้อยลง มีกำไรมากขึ้น จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและแรงจูงใจในการแข่งขันซึ่งจะตามมาด้วยการเติบโตทางเศรษฐกิจ และการจ้างงานในที่สุด
ความแตกต่างทางด้านนโยบายของทั้ง 2 พรรค
ทำให้ฐานเสียงของแต่ละพรรคก็เป็นคนละกลุ่มไปด้วย
โดยกลุ่มคนผิวสี กลุ่มผู้หญิง คนเชื้อสายลาตินอเมริกา มักจะให้การสนับสนุนพรรคเดโมแครต
ขณะที่ผู้มีฐานะร่ำรวย มีแนวคิดอนุรักษ์นิยม รวมทั้งคนอเมริกันผิวขาวมักจะให้การสนับสนุนพรรครีพับลิกัน
ถ้าถามว่า พรรคการเมืองไหนที่สามารถบริหารเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกาให้เติบโตได้ดีกว่ากัน?
ถ้าตอบตามสถิติทางด้านเศรษฐกิจแล้ว คำตอบคือ พรรคเดโมแครต
นับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 มาถึงปัจจุบัน GDP ของสหรัฐฯ เติบโตเฉลี่ยปีละ 2.5% ภายใต้การบริหารประเทศของประธานาธิบดีจากพรรครีพับลิกัน
แต่ภายใต้การบริหารประเทศของประธานาธิบดีจากพรรคเดโมแครต GDP ของสหรัฐฯ เติบโตเฉลี่ยปีละ 4.4%
โดยเฉพาะช่วงที่ Bill Clinton ประธานาธิบดีคนที่ 42 ของสหรัฐอเมริกาจากพรรคเดโมแครตบริหารประเทศในช่วงปี 1993-2001
สหรัฐอเมริกามีการจ้างงานกว่า 18.6 ล้านตำแหน่ง ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงที่สุด ในบรรดาประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกาที่เคยบริหารประเทศ
อีกเรื่องที่น่าสนใจคือ นับตั้งแต่ปี 1947 ที่สหรัฐอเมริกามีการคำนวณ และเก็บสถิติมูลค่า GDP อย่างเป็นทางการ พบว่า
ผลตอบแทนจากการลงทุนในตลาดหุ้นสหรัฐอเมริกา โดยใช้ดัชนี S&P 500 เป็นตัวชี้วัด
ภายใต้การนำของประธานาธิบดีที่มาจากพรรคเดโมแครต ผลตอบแทนเฉลี่ยอยู่ที่ปีละ 10.8%
ภายใต้การนำของประธานาธิบดีที่มาจากพรรครีพับลิกัน ผลตอบแทนเฉลี่ยอยู่ปีละ 5.6%
โดยเฉพาะในช่วงที่ Bill Clinton จากพรรคเดโมแครตบริหารประเทศ ในช่วงปี 1993-2001
ดัชนี S&P 500 ให้ผลตอบแทนเฉลี่ยปีละ 18% ในช่วง 8 ปีที่เขาเป็นประธานาธิบดี
แต่ก็ต้องหมายเหตุด้วยว่า ที่ตัวเลขทางเศรษฐกิจในช่วงที่ประธานาธิบดีจากพรรคเดโมแครตบริหารประเทศออกมาดี ส่วนหนึ่งเป็นผลจากวัฏจักรทางเศรษฐกิจที่อาจกำลังอยู่ในช่วงขาขึ้นพอดี
ประเด็นที่ต้องติดตามในตอนนี้คือ
การระบาดของโควิด 19 ในปีนี้กำลังสร้างความท้าทายอย่างมากแก่เศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกา
ซึ่งถือเป็นวิกฤติที่ทำให้เศรษฐกิจตกต่ำที่สุด นับตั้งแต่การตกต่ำครั้งใหญ่ในช่วงปี 1929 หรือที่เรียกว่า “The Great Depression”
ก็ต้องติดตามว่า โจ ไบเดน จะทำหน้าที่ได้ดีแค่ไหน ในช่วงที่อเมริกาอยู่ท่ามกลางวิกฤติที่รุนแรงที่สุดในรอบ 90 ปี และจะรับมือกับการก้าวขึ้นมาท้าทายการเป็นมหาอำนาจของโลก จากประเทศจีนอย่างไร
ซึ่งนอกจากจะเป็นการพิสูจน์ความสามารถของ ไบเดน แล้ว
ความท้าทายครั้งนี้ ยังเป็นเครื่องพิสูจน์ความสามารถ และแนวทางการทำงาน ของพรรคการเมืองที่เก่าแก่ของสหรัฐอเมริกา ที่ชื่อว่า “เดโมแครต” อีกด้วย..
ปิดท้ายด้วยข้อมูลที่น่าสนใจ
รู้ไหมว่า สัญลักษณ์ของพรรคเดโมแครตและของพรรครีพับลิกันเกิดในปี ค.ศ. 1870 จากนักวาดการ์ตูนชาวอเมริกันเชื้อสายเยอรมัน ที่มีชื่อว่า Thomas Nast ที่วาดการ์ตูนล้อเลียนการเมือง ลงในนิตยสารและหนังสือพิมพ์ต่างๆ
ภาพวาดของเขามักใช้ช้างในฐานะตัวแทนของพรรครีพับลิกัน และลาเป็นตัวแทนของพรรคเดโมแครต จนเป็นที่มาที่ทำให้ทั้ง 2 พรรคนี้นำสัตว์ 2 ประเภท มาใช้เป็นสัญลักษณ์ของแต่ละพรรคมาจนถึงวันนี้
ขณะที่ในความเป็นจริงแล้วในสหรัฐอเมริกาก็ไม่ได้มีเพียงแค่พรรคเดโมแครตและพรรครีพับลิกันเท่านั้น แต่ยังมีพรรคอื่นๆ อีกเช่น พรรคเสรีนิยม พรรคกรีน และพรรครัฐธรรมนูญ เป็นต้น
แต่เนื่องจากพรรคเหล่านั้นเป็นพรรคขนาดเล็ก เมื่อเทียบกับ 2 พรรคดังกล่าว ทำให้สหรัฐอเมริกาจึงเป็นประเทศที่มีระบบการเมืองแบบพรรคการเมืองขนาดใหญ่ 2 พรรคนี้นั่นเอง..
----------------------
Blockdit เป็นแพลตฟอร์ม สำหรับนักอ่าน และนักเขียน
ที่มีผู้ใช้งาน 1 ล้านคน ลองใช้แพลตฟอร์มนี้เพื่อได้ไอเดียใหม่ๆ
แล้วอาจพบว่าสังคมนี้เหมาะกับคนเช่นคุณ
Blockdit. Ideas Happen.
----------------------
ติดตามลงทุนแมนได้ที่
Website -
Blockdit -
Facebook -
Twitter -
Instagram -
Line -
YouTube -
References
-
-
-
-
-
-
© 2017-2020 Longtunman. All rights reserved.