Shopee:
╚═══════════╝
มาทำความรู้จักกับลาเวนเดอร์กันสักนิด..
ดอกไม้ช่อบางสีม่วงสดใสนี้ เป็นพืชประจำถิ่นของดินแดนรอบๆ ทะเลเมดิเตอร์เรเนียน
ด้วยความที่ดินแดนแถบนี้เป็นที่ตั้งของอารยธรรมเก่าแก่ของโลก ทั้งอียิปต์ กรีก และโรมัน ลาเวนเดอร์จึงมีความผูกพันกับมนุษย์มาตั้งแต่สมัยโบราณ
โดยชื่อ Lavender มีรากศัพท์มาจากภาษาละตินของชาวโรมัน คือคำว่า Lavare ที่แปลว่า ชำระล้าง
เพราะสรรพคุณของลาเวนเดอร์ก็คือ “การชำระล้าง” เชื้อโรคและสิ่งสกปรกต่างๆ นั่นเอง
น้ำมันหอมระเหยจากลาเวนเดอร์มีสาร Linalool ซึ่งมีฤทธิ์ในการฆ่าเชื้อโรค
ชาวโรมันจึงใช้น้ำมันลาเวนเดอร์ในการชำระล้างบาดแผลเล็กๆ น้อยๆ
ไปจนถึงใช้แช่ผ้าเพื่อฆ่าเชื้อและให้มีกลิ่นหอม
กลิ่นหอมของดอกลาเวนเดอร์ยังช่วยลดอัตราการเต้นของหัวใจและความดันโลหิต
ทำให้รู้สึกผ่อนคลายและง่วงนอน ส่งผลให้การนอนหลับมีประสิทธิภาพมากขึ้น
ด้วยคุณสมบัติ “ชำระล้าง” ทั้งร่างกายและจิตใจ
น้ำมันหอมระเหยจากลาเวนเดอร์จึงถูกผสมลงในผลิตภัณฑ์ส่วนบุคคลต่างๆ ทั้งสบู่ เครื่องสำอาง ครีม แชมพู เครื่องหอม ไปจนถึงน้ำยาปรับผ้านุ่ม
ลาเวนเดอร์เป็นพืชที่ชอบแสงแดดจัด ชอบดินที่ระบายน้ำได้ดี และเจริญเติบโตได้ดีที่อุณหภูมิประมาณ 20-30 องศาเซลเซียส ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะของภูมิอากาศแบบเมดิเตอร์เรเนียน
แคว้นพรอว็องส์ซึ่งมีสภาพภูมิอากาศแบบนี้ จึงเป็นแหล่งปลูกลาเวนเดอร์ที่สำคัญ
ผลักดันให้ฝรั่งเศสเป็นผู้นำในการผลิตน้ำมันลาเวนเดอร์ของโลก
โดยกว่า 65% ของผลผลิตลาเวนเดอร์ในฝรั่งเศส ก็มีที่มาจากแคว้นพรอว็องส์
นอกจากนี้ ฝรั่งเศสยังเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมเครื่องสำอางและน้ำหอมระดับโลก
ซึ่งในแคว้นพรอว็องส์เองก็มีแบรนด์ชื่อว่า “L'Occitane en Provence” ที่เป็นแบรนด์เครื่องสำอางที่มีชื่อเสียง
แต่แล้วในปี ค.ศ. 2010 ทุ่งลาเวนเดอร์ที่สวยงามของพรอว็องส์ก็ต้องประสบปัญหา
เนื่องจากการระบาดอย่างหนักของเชื้อแบคทีเรีย “Candidatus Phytoplasma solani” ที่ส่งผลให้ผลผลิตลาเวนเดอร์ของฝรั่งเศสลดลง
จังหวะนี้เอง ที่ประเทศหนึ่งได้ก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำในการผลิตน้ำมันหอมระเหยจากลาเวนเดอร์แทนฝรั่งเศส
ซึ่งประเทศนั้นคือ “บัลแกเรีย”
บัลแกเรีย เป็นประเทศเล็กๆ ตั้งอยู่ทางตะวันออกของทวีปยุโรป มีขนาดพื้นที่พอๆ กับภาคเหนือของไทย และเพิ่งเข้าเป็นสมาชิกใหม่ของสหภาพยุโรปในปี ค.ศ. 2007
อาณาเขตของบัลแกเรียติดทะเลดำทางทิศตะวันออก ตอนใต้ติดกับประเทศกรีซและตุรกี
จึงได้รับอิทธิพลบางส่วนจากภูมิอากาศแบบเมดิเตอร์เรเนียน
ตอนกลางของบัลแกเรีย มีเทือกเขาบอลข่านพาดผ่าน ทำให้บริเวณนี้มีลักษณะเป็นหุบเขา ซึ่งสามารถปลูกไม้ดอกได้ดีโดยเฉพาะกุหลาบ หุบเขาแห่งนี้จึงถูกเรียกว่า หุบเขากุหลาบ
โดยบัลแกเรียเป็นประเทศที่ส่งออกหัวน้ำหอมกุหลาบมากเป็นอันดับ 1 ของโลก
นอกจากกุหลาบแล้ว หุบเขาแห่งนี้ยังเป็นแหล่งปลูกลาเวนเดอร์ที่สำคัญ ในอดีตบัลแกเรียเคยส่งออกลาเวนเดอร์มากที่สุดในช่วงทศวรรษ 1970s ขณะยังปกครองด้วยระบอบคอมมิวนิสต์
แต่ด้วยความวุ่นวายทางการเมืองในยุคสงครามเย็นและการกีดกันการค้าของประเทศทุนนิยม ทำให้การส่งออกลาเวนเดอร์จากที่นี่ชะลอตัวลง
แต่หลังจากเข้าเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป การเพาะปลูกลาเวนเดอร์ในบัลแกเรียก็ขยายตัวมากขึ้น ด้วยความที่บัลแกเรียเป็นประเทศที่มีค่าแรงขั้นต่ำต่อชั่วโมงต่ำที่สุดในสหภาพยุโรป
และต่ำกว่าฝรั่งเศสเกือบ 6 เท่า ลาเวนเดอร์จากบัลแกเรียจึงมีราคาถูกกว่าฝรั่งเศสมาก
ความต้องการลาเวนเดอร์ในอุตสาหกรรมเครื่องสำอางที่เพิ่มขึ้นจากทั่วโลก ทำให้มีการขยายพื้นที่เพาะปลูกในบัลแกเรีย จนครอบคลุมพื้นที่เกือบ 110,000 ไร่
เมื่อลาเวนเดอร์จากฝรั่งเศสประสบปัญหาโรคระบาด บัลแกเรียก็ขึ้นแท่นเป็นประเทศผู้ส่งออกน้ำมันหอมระเหยจากลาเวนเดอร์ มากที่สุดอันดับ 1 ของโลกในปี 2012 โดยส่งออกปีละกว่า 60 ล้านตัน
โดยลูกค้าสำคัญ 3 อันดับแรก คือ เยอรมนี ฝรั่งเศส และออสเตรีย
ซึ่งส่วนใหญ่แล้วเป็นบริษัทเครื่องสำอางและสินค้าอุปโภคยักษ์ใหญ่ของสหภาพยุโรป
ธุรกิจลาเวนเดอร์ที่เฟื่องฟูจึงเป็นความหวังที่จะทำให้เศรษฐกิจของบัลแกเรียซึ่งเป็นประเทศที่ยากจนที่สุดในสหภาพยุโรปดีขึ้น อย่างไรก็ตาม อนาคตของการปลูกลาเวนเดอร์ในบัลแกเรียก็ไม่ได้สดใสเหมือนอยู่ในทุ่งลาเวนเดอร์ เพราะมีความท้าทายอยู่ 2 ประการ
ประการแรก ลาเวนเดอร์ที่เพาะปลูกในบัลแกเรีย จะถูกกลั่นเป็นน้ำมันแล้วส่งออกเป็นสัดส่วนถึง 99% เนื่องมาจากอุตสาหกรรมเครื่องสำอางภายในประเทศของบัลแกเรียยังมีขนาดเล็กมาก
อีกหนึ่งความท้าทายก็คือ คุณภาพของน้ำมันหอมระเหย ถึงแม้ลาเวนเดอร์บัลแกเรียจะมีราคาถูกกว่า แต่ให้กลิ่นที่มีกลิ่นหญ้า (Grassy) ติดมา ซึ่งแตกต่างจากน้ำมันลาเวนเดอร์ของฝรั่งเศสที่จะไม่มีกลิ่นลักษณะนี้ และจัดว่ามีคุณภาพสูงกว่า
ซึ่งคุณภาพที่ดีของกลิ่น มีปัจจัยมาจากกระบวนการเพาะปลูก ไปจนถึงกรรมวิธีการกลั่น ซึ่งต้องอาศัยเทคโนโลยีเฉพาะทาง และมีการควบคุมคุณภาพโดย Interprofessional Committee of French Essential Oils
จึงเป็นเรื่องที่น่าติดตามว่า ลาเวนเดอร์ของบัลแกเรียจะเป็นอย่างไรต่อไป เมื่อลาเวนเดอร์จากพรอว็องส์เริ่มฟื้นตัวจากการระบาดของโรค และกลับมามีผลผลิตเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ เหมือนเดิม
เรื่องของทุ่งลาเวนเดอร์ของสองประเทศนี้ เป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจ
ประเทศหนึ่ง เลือกที่จะพัฒนาการเพาะปลูก ควบคุมคุณภาพ และต่อยอดมูลค่าเพิ่มของผลผลิต
ด้วยการนำมาเป็นส่วนประกอบในอุตสาหกรรมเครื่องสำอาง
แต่อีกประเทศหนึ่ง ผลิตเพื่อส่งออกแต่เพียงอย่างเดียว โดยอาศัยปัจจัยค่าแรงเป็นข้อได้เปรียบ
ถ้ากลับมามองที่ประเทศไทย เราก็เป็นประเทศหนึ่งที่มีการเพาะปลูกมากมายเหมือนกัน
คำถามที่น่าคิดก็คือ
แล้วเราอยากจะเป็นแบบไหน ฝรั่งเศส หรือ บัลแกเรีย?
╔═══════════╗
อีกครั้งกับกรณีศึกษาธุรกิจมากมายที่จะช่วยเปิดกว้างมุมมองความรู้ของคุณ
ใน ลงทุนแมน 13.0 เล่มล่าสุด สั่งซื้อได้แล้ววันนี้ที่
Lazada:
Shopee:
╚═══════════╝
ติดตามลงทุนแมนได้ที่
Website -
Blockdit -
Facebook - ลงทุนแมน
Twitter -
Instagram -
Line -
YouTube -
References
-
-
-
-
-
© 2017-2020 Longtunman. All rights reserved.