Shopee:
╚═══════════╝
ถึงแม้อะโวคาโดจะเป็นผลไม้ที่แปลกตาสำหรับคนไทย แต่รู้หรือไม่ว่าผลไม้รูปร่างคล้ายหลอดไฟนี้ เป็นญาติกับต้นอบเชย เพราะจัดอยู่ในวงศ์ Lauraceae เช่นเดียวกัน
พืชในวงศ์นี้ส่วนใหญ่แล้วจะเติบโตได้ดีในเขตร้อน
อะโวคาโดจึงมีถิ่นกําเนิดอยู่ในแถบอเมริกากลาง โดยเฉพาะในประเทศเม็กซิโก และกัวเตมาลา
อะโวคาโด เป็นพืชที่ชอบแสงแดดและน้ำมาก
และจะเจริญเติบโตได้ดีที่ระดับความสูงมากกว่า 400 เมตร เหนือระดับน้ำทะเล
ซึ่งประเทศเม็กซิโกก็มีสภาพภูมิประเทศ และภูมิอากาศเช่นนั้น
เม็กซิโกเป็นประเทศที่ส่งออกอะโวคาโดมากที่สุดในโลกในปี 2019
คิดเป็นมูลค่าถึง 90,000 ล้านบาท และคิดเป็นสัดส่วน 43% ของทั้งโลก
โดยเขตที่ปลูกอะโวคาโดมากที่สุดในเม็กซิโก คือรัฐ Michoacán ใจกลางของประเทศ
ไม่ไกลจากเมืองหลวง กรุงเม็กซิโกซิตี
รัฐ Michoacán หรือที่อ่านว่า มิโชอากัง มีพื้นที่ราวๆ 59,000 ตารางกิโลเมตร ใกล้เคียงกับภาคใต้ของประเทศไทย ภูมิประเทศส่วนใหญ่เป็นภูเขาสูง
ทางตอนเหนือของรัฐมีแนว Trans-Mexican Volcanic Belt หรือ เขตภูเขาไฟที่ยังคุกรุ่นพาดผ่าน และเขตนี้เองเป็นเขตที่เกิดแผ่นดินไหวบ่อยครั้งที่สุดแห่งหนึ่งของเม็กซิโก
ด้วยความที่อยู่ไม่ไกลจากเส้นศูนย์สูตร อยู่บนที่สูง และมีดินอุดมสมบูรณ์จากภูเขาไฟ
ทุกอย่างเหมาะสมกับการเจริญเติบโตของต้นอะโวคาโด รัฐแห่งนี้จึงเป็นแหล่งเพาะปลูกที่ใหญ่ที่สุด คิดเป็นเกือบ 80% ของทั้งประเทศ
อะโวคาโดมีส่วนสำคัญในวัฒนธรรมเม็กซิโกโดยเฉพาะเรื่องอาหาร เพราะเป็นส่วนประกอบสำคัญของ “กัวคาโมเล” หรือ น้ำพริกประจำชาติ ที่สามารถจิ้มกับอาหารได้หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น ทาโกหรือเบอร์ริโต ซึ่งถือได้ว่าเป็นน้ำพริกที่ขาดไม่ได้บนโต๊ะอาหารสำหรับชาวเม็กซิโก
แต่อะโวคาโดไม่ได้สำคัญสำหรับชาวเม็กซิโกเท่านั้น เพราะอีกประเทศหนึ่งที่นำเข้าผลไม้ชนิดนี้มากที่สุดก็คือ “สหรัฐอเมริกา”
แต่เดิมสหรัฐอเมริกาไม่ได้นำเข้าผลไม้จากเม็กซิโกมากนัก
จนเมื่อเริ่มมี ข้อตกลงการค้าเสรีอเมริกาเหนือ หรือ NAFTA ในปี ค.ศ. 1994
ซึ่งเป็นข้อตกลงระหว่าง 3 ประเทศ คือ แคนาดา สหรัฐฯ และเม็กซิโก เพื่อลดอัตราภาษีศุลกากรระหว่างกัน
ทำให้ในปี ค.ศ. 2005 อะโวคาโดจากเม็กซิโกก็เข้ามาตีตลาดจนเต็มซูเปอร์มาร์เก็ตของสหรัฐฯ และทำให้การบริโภคอะโวคาโดของคนในสหรัฐฯ เติบโตเกือบ 2 เท่าในอีก 10 ปีถัดมา
ที่น่าสนใจคือ ผู้ที่นิยมบริโภคอะโวคาโดส่วนหนึ่งเป็นชาวเม็กซิโกที่อพยพเข้าไปอยู่ในสหรัฐอเมริกา ผู้คนเหล่านี้อาศัยอยู่หนาแน่นในรัฐที่ติดชายแดนประเทศเม็กซิโก เช่น แคลิฟอร์เนีย แอริโซนา และเท็กซัส
อุปสงค์ที่เติบโตขึ้นอย่างมากตลอดเวลาหลายสิบปี จึงทำให้เกษตรกรในรัฐมิโชอากังเลือกที่จะถางป่า โดยเฉพาะป่าดิบเขาซึ่งเป็นลักษณะของพืชพรรณธรรมชาติในรัฐแห่งนี้เพื่อทำสวนอะโวคาโดเพิ่มมากขึ้น
เรื่องนี้ ทำให้พื้นที่ปลูกอะโวคาโดในเม็กซิโกที่เพิ่มจนมีขนาดเกือบ 1 ล้านไร่ เริ่มส่งผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมมากขึ้นเรื่อยๆ
นักวิจัยจาก National Autonomous University of Mexico วิทยาเขต Morelia ซึ่งเป็นเมืองหลวงของรัฐมิโชอากัง ระบุว่าการทำสวนอะโวคาโดที่ทำให้เกิดการทำลายพื้นที่ป่ามากขึ้น ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ทั้งฤดูร้อนที่ร้อนและแห้งแล้งมากขึ้น เกิดมรสุมถี่ขึ้น รวมไปจนถึงรบกวนการขยายพันธุ์ของผีเสื้อ Monarch ซึ่งมีถิ่นกำเนิดในป่าของรัฐแห่งนี้
แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับการปลูกอะโวคาโดก็คือ “น้ำ”
ในแต่ละวัน รัฐมิโชอากังต้องใช้น้ำปริมาณมากถึง 9,500 ล้านลิตร ในการดูแลต้นอะโวคาโด ซึ่งปริมาณนี้เทียบได้กับน้ำในสระว่ายน้ำมาตรฐานโอลิมปิกถึง 3,800 สระ
เมื่อปริมาณแหล่งน้ำธรรมชาติลดลง ทางออกของเกษตรกรคือการสูบน้ำบาดาลขึ้นมาใช้ ซึ่งส่งผลให้เกิดการทรุดตัวของชั้นดิน
รัฐมิโชอากัง ที่อยู่ในเขตแผ่นดินไหวของเม็กซิโกอยู่แล้ว
เมื่อมีการขุดน้ำบาดาลที่ส่งผลกระทบต่อชั้นหินอุ้มน้ำ จึงกลายเป็นสาเหตุให้เกิดแผ่นดินไหวขนาดเล็กหลายต่อหลายครั้ง
มีรายงานว่า ในช่วงวันที่ 5 มกราคม ถึง 15 กุมภาพันธ์ 2020 ได้เกิดแผ่นดินไหวขนาดเล็กในรัฐแห่งนี้มากถึง 3,247 ครั้ง
ปัญหาเหล่านี้จึงกำลังเป็นปัญหาสำคัญของภาคการเกษตรในเม็กซิโก
เพราะหากเลือกที่จะควบคุมการเพาะปลูก ก็จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของรัฐมิโชอากังอย่างเลี่ยงไม่ได้
แต่หากเลือกที่จะขยายพื้นที่เพาะปลูก สิ่งที่ตามมาก็คือการเปลี่ยนแปลงทางธรรมชาติ ซึ่งอาจทำให้เกิดผลกระทบที่น่ากลัวกว่านั้นมาก
สำหรับประเทศไทย ด้วยความนิยมของอะโวคาโดที่แพร่หลายมากขึ้น
จึงทำให้เริ่มมีการปลูกอะโวคาโดในจังหวัดภาคเหนือ โดยเฉพาะเชียงรายและเชียงใหม่
ซึ่งทั้ง 2 จังหวัดนี้ อยู่ในแนวละติจูดใกล้เคียงกับรัฐมิโชอากังของเม็กซิโก อีกทั้งยังมีสภาพภูมิประเทศที่เป็นภูเขาเหมือนกัน
โดยในปี 2016 เชียงราย เป็นจังหวัดที่มีการปลูกอะโวคาโดมากที่สุดในไทย
แต่ก็มีพื้นที่เพาะปลูกเพียง 850 ไร่ ซึ่งยังถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับเม็กซิโก

ความต้องการอะโวคาโดที่เพิ่มขึ้นทั่วโลก จึงอาจเป็นโอกาสที่ดีสำหรับเกษตรกรไทยในอนาคต
ทั้งเพื่อเพิ่มรายได้ และเพิ่มความหลากหลายของผลิตผลทางการเกษตร
แต่ก็ต้องไม่ลืมว่า หากการปลูกอะโวคาโดในไทยเพิ่มมากจนเกินไป
ผลที่ตามมา ก็อาจนำมาสู่ภัยธรรมชาติเช่นเดียวกัน
เพราะทั้งเชียงรายและเชียงใหม่ ก็อยู่ในเขตแผ่นดินไหว ไม่ต่างไปจากเม็กซิโก..
----------------------
อีกครั้งกับกรณีศึกษาธุรกิจมากมายที่จะช่วยเปิดกว้างมุมมองความรู้ของคุณ
ใน ลงทุนแมน 13.0 เล่มล่าสุด สั่งซื้อได้แล้ววันนี้ที่
Lazada:
Shopee:
----------------------
ติดตามลงทุนแมนได้ที่
Website -
Blockdit -
Facebook -
Twitter -
Instagram -
Line -
YouTube -
References
-
-
-
-
-
© 2017-2020 Longtunman. All rights reserved.