Shopee :
╚═══════════╝
อิตาลีเพิ่งก่อตั้งประเทศเมื่อปี ค.ศ. 1861
แต่ความรุ่งเรืองของดินแดนบนคาบสมุทรแห่งนี้ย้อนไปนานกว่านั้นมาก
จักรวรรดิโรมันเจริญก้าวหน้าเมื่อ 200 ปีก่อนคริสตกาล เป็นรากฐานอารยธรรมของโลกตะวันตก ทั้งภาษา สถาปัตยกรรม ตลอดจนวรรณกรรมและกฎหมาย
ถึงแม้โรมันจะล่มสลาย พอมาถึงยุคเรอเนซองซ์ในศตวรรษที่ 14
นครรัฐฟลอเรนซ์ใจกลางอิตาลี ก็ก้าวขึ้นมาเป็นผู้วางรากฐานวิทยาศาสตร์ สถาปัตยกรรม ไปจนถึงระบบการเงินการธนาคาร
แต่สิ่งที่อิตาลีโดดเด่นที่สุดไม่ว่าจะยุคสมัยไหน ก็คือ “ศิลปะ”
ดินแดนแห่งนี้ให้กำเนิดศิลปิน สถาปนิก นักออกแบบมากมายที่นำจินตนาการออกมาโลดแล่นบนโลกแห่งความเป็นจริง
สถาปัตยกรรมรูปแบบคลาสสิก เรอเนซองซ์ บาโรก ล้วนมีต้นกำเนิดที่อิตาลี
เช่นเดียวกับ ศิลปินชื่อก้องโลก ทั้งเลโอนาร์โด ดาวินชี, ซันโดร บอตตีเชลลี และมีเกลันเจโล..
ความสามารถด้านศิลปะสืบต่อมาจากรุ่นสู่รุ่น ผ่านสถาบันศิลปะทั่วอิตาลี
ทั้ง Accademia di Belle Arti di Firenze ในฟลอเรนซ์ และ Brera Academy ในมิลาน
แต่ละแห่งล้วนมีอายุมากกว่า 200 ปี
มาจนถึงยุครวมชาติอิตาลี ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ยุโรปมีการปฏิวัติอุตสาหกรรม
และเมืองที่มีโรงงานอุตสาหกรรมแห่งแรกๆ ก็คือ “ตูริน”
หรือภาษาอิตาลีว่า โตริโน (Torino) เมืองหลวงแห่งแรกของอิตาลีหลังการรวมชาติ
ตูริน ตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของอิตาลี บนที่ราบลุ่มแม่น้ำโป ซึ่งเป็นที่ราบกว้างใหญ่ทางตอนเหนือของอิตาลี เป็นที่ตั้งของเมืองใหญ่และเขตอุตสาหกรรมที่สำคัญที่สุดของประเทศ
เหตุที่ตูรินเป็นเมืองหลวงแห่งแรก เพราะเคยเป็นเมืองหลวงของอาณาจักรซาวอย-ซาร์ดิเนีย
ซึ่งกษัตริย์แห่งราชวงศ์ซาวอย พระเจ้าวิตโตรีโอ เอมานูเอเลที่ 2 ต่อมาได้เป็นกษัตริย์องค์แรกของอิตาลี
อาณาจักรซาวอยมีความสัมพันธ์กับฝรั่งเศส เมื่อการปฏิวัติอุตสาหกรรมข้ามช่องแคบอังกฤษ
มาสู่เบลเยียม เยอรมนี และฝรั่งเศส ตูรินจึงเป็นเมืองแรกๆ ของอิตาลีที่ได้รับอิทธิพลของอุตสาหกรรม ทั้งโรงงาน ไปจนถึงองค์ความรู้ด้านวิศวกรรมและช่างเทคนิค
มหาวิทยาลัยเทคนิคแห่งแรกของอิตาลี ถูกก่อตั้งที่ตูริน ตั้งแต่ ค.ศ. 1859
ปัจจุบันคือ วิทยาลัยเทคนิคแห่งตูริน หรือ Politecnico di Torino เป็นสถาบันที่เน้นทางด้านวิศวกรรม แต่สิ่งที่โดดเด่นมากที่สุดก็คือ การออกแบบอุตสาหกรรม
ด้วยความพร้อมด้านวิศวกรรมและการออกแบบ
เมื่ออุตสาหกรรมยานยนต์ถูกพัฒนาขึ้นในเยอรมนีช่วงทศวรรษ 1880s และเริ่มแพร่หลายไปทั่วยุโรป อุตสาหกรรมยานยนต์จึงออกสตาร์ตที่ตูรินเป็นเมืองแรกของอิตาลี
โรงงานยานยนต์แห่งเมืองตูริน หรือ Fabbrica Italiana Automobili Torino
ซึ่งเขียนย่อว่า “FIAT” หรือเฟียต ถูกก่อตั้งในปี ค.ศ. 1899 โดยนักธุรกิจ Giovanni Agnelli
และเริ่มมีการผลิตรถยนต์รุ่นแรก คือ 3 ½ CV และค่อยๆ พัฒนาจนสามารถผลิตรถบรรทุก และเครื่องยนต์สำหรับเครื่องบิน
ดีไซน์ของเฟียตแม้จะเรียบๆ แต่เน้นไปที่ประโยชน์ใช้สอย จนเริ่มเป็นที่รู้จักมากขึ้นในยุโรปเมื่อรถยนต์เฟียตถูกนำมาทำเป็นแท็กซี่คอยรับส่งผู้คน ส่งผลให้เฟียตได้รับความนิยมมากขึ้น
จนเติบโตกลายมาเป็นบริษัทรถยนต์ที่ใหญ่สุดของอิตาลี ในปี ค.ศ. 1910
เมื่อการออกแบบรถยนต์ของอิตาลีเริ่มมีชื่อเสียง สถาบันด้านวิศวกรรมและเทคนิคหลายแห่งที่ถูกก่อตั้งทั่วอิตาลี ต่างผลิตนักออกแบบเพื่อป้อนเข้าสู่อุตสาหกรรมยานยนต์ของอิตาลีที่เติบโตขึ้นเรื่อยๆ
โดยสิ่งสำคัญสำหรับรถยนต์ก็คือ “ความเร็วและสมรรถนะ”
และเพื่อแสดงสิ่งเหล่านี้ การแข่งขันรถยนต์จึงถูกจัดขึ้น โดยเริ่มแรกที่ฝรั่งเศส ในปี ค.ศ. 1894
ต่อมาการแข่งรถก็ได้แพร่หลายไปทั่วยุโรป รวมไปถึงอิตาลี หนึ่งในนั้นคือรายการ
1908 Circuito di Bologna ซึ่งจัดขึ้นที่เมืองโบโลญญา ทางตอนกลางของอิตาลี
และการแข่งขันนี้ก็กลายเป็นแรงบันดาลใจของนักออกแบบรถที่ชื่อว่า Ferrari..
Enzo Ferrari เกิดในครอบครัวเจ้าของโรงงานเหล็กแห่งเมือง Modena ใกล้กับโบโลญญา
ชื่นชอบการแข่งรถและเครื่องยนต์กลไกมาตั้งแต่เด็ก หลังจากสงครามโลกครั้งที่ 1 ที่ทำให้กิจการของครอบครัวประสบปัญหา เฟอร์รารีจึงเริ่มต้นสะสมประสบการณ์การทำงาน
ทั้งเป็นนักทดสอบรถยนต์ นักแข่งรถ รวมถึงช่างกลเครื่องยนต์ จนตัดสินใจก่อตั้งบริษัท Scuderia Enzo Ferrari Automobili Corsa (SEFAC) ทำกิจการผลิตเครื่องยนต์รถแข่งและชิ้นส่วนเครื่องบิน
แต่ยังไม่ทันไร โรงงานของเขาก็ถูกระเบิดจากสงครามโลกครั้งที่ 2
เมื่อสงครามยุติลง เฟอร์รารีก็กลับมาสร้างโรงงานขึ้นใหม่อีกครั้งในปี ค.ศ. 1947
ในเมือง Maranello ซึ่งไม่ไกลจากเมือง Modena และในปีนั้นเอง เขาก็สร้างรถแข่งคันแรกสำเร็จ
ในรุ่น 125 S
การแข่งขันรถยนต์เป็นจุดเริ่มต้นของการใช้คำว่า “Supercar” โดยมีการใช้คำนี้ครั้งแรกในช่วงทศวรรษ 1920s แต่อย่างไรก็ตาม ต้องรอจนถึงช่วงทศวรรษ 1960s ถึงจะมีรถยนต์ที่มีสมรรถนะเทียบเท่ากับคำว่าซูเปอร์คาร์อย่างแท้จริง
ซึ่งรถที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นซูเปอร์คาร์คันแรกของโลกนั้น เป็นของ Lamborghini..
Ferruccio Lamborghini เกิดในครอบครัวชาวนา แต่มีความใฝ่ฝันอยากขับรถแข่งและชอบเครื่องยนต์กลไกมาตั้งแต่เด็ก ลัมโบร์กีนีเริ่มดัดแปลงเครื่องจักรไถนาของที่บ้าน ศึกษาและทำความเข้าใจกลไกต่างๆ ด้วยตนเอง พ่อของเขาจึงตัดสินใจส่งให้เรียนต่อด้านวิศวกรรมเครื่องยนต์ที่ Fratelli Taddia Technical Institute สถาบันเทคนิคในเมืองโบโลญญา
หลังจากเรียนจบ และเป็นทหารในสงครามโลกครั้งที่ 2 ลัมโบร์กีนีเห็นว่า หลังสงครามต้องมีการฟื้นฟูด้านอุตสาหกรรมเกษตร จึงคิดค้นและพัฒนารถแทรกเตอร์ที่ปรับรูปแบบมาจากรถขนส่งทหารเก่า
และก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ หลังสงครามจบ น้ำมันเบนซินมีราคาแพงมาก รถแทรกเตอร์ของลัมโบร์กีนีที่สตาร์ตด้วยน้ำมันเบนซิน แต่ปฏิบัติการด้วยน้ำมันดีเซล ทำให้ประหยัดค่าใช้จ่ายได้มาก จึงได้รับความนิยมอย่างล้นหลาม
บริษัท Lamborghini Trattori ที่ก่อตั้งในปี ค.ศ. 1948 กลายมาเป็นบริษัทผู้ผลิตรถแทรกเตอร์ที่อยู่ในระดับแนวหน้าของประเทศอิตาลี
หลังจากเป็นเจ้าแห่งรถแทรกเตอร์ ลัมโบร์กีนีก็เริ่มซื้อรถสปอร์ตตามความใฝ่ฝัน และแบรนด์ Ferrari ก็เป็นรถที่เขาเลือกเป็นอันดับแรก
แต่ในช่วงนั้น Ferrari ให้ความสำคัญและทุ่มเทกับรถในสนามแข่งมากจนละเลยรถสปอร์ตที่ผลิตขายทั่วไปตามท้องตลาด ลัมโบร์กีนีเจอปัญหาการใช้คลัตช์ใน Ferrari หลังจากส่งซ่อมอยู่หลายครั้งจนทนไม่ไหว จึงไปพบผู้ก่อตั้งพร้อมทั้งแนะนำวิธีการแก้ปัญหาด้วยตัวเอง
“ผู้ผลิตรถแทรกเตอร์แบบคุณ ไม่น่าจะมีคุณสมบัติมาวิพากษ์วิจารณ์รถแข่งของผมนะ”
คำตอบของเฟอร์รารี กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ลัมโบร์กีนีตัดสินใจทำรถสปอร์ตของตัวเอง โดยก่อตั้ง Automobili Lamborghini ในปี ค.ศ. 1963 โดยมีคอนเซ็ปต์ คือ
“รถต้องเร็วที่สุด ประสิทธิภาพเยี่ยมที่สุด และใส่ใจลูกค้ามากที่สุด”
ลัมโบร์กีนีให้ความสำคัญกับทุกๆ รายละเอียด และยกปัญหาทุกอย่างที่อยู่ในรถ Ferrari
มาพัฒนา ศึกษาและแก้ไขให้ดีที่สุด จนในที่สุดออกมาเป็นรถคันแรกในรุ่น
Lamborghini 350GTV ในปี ค.ศ. 1963 และรถ Lamborghini Miura
ซึ่งถือเป็น “ซูเปอร์คาร์คันแรกของโลก” ในปี ค.ศ. 1966
Lamborghini Miura ปฏิวัติวงการรถสปอร์ต ด้วยการวางเครื่องยนต์อยู่ที่กลางตัวรถ (Mid-Engine) ทำให้น้ำหนักรถมีความสมดุล การกระจายน้ำหนักทำได้ดี ทำให้เครื่องยนต์สามารถส่งกำลังไปยังแกนล้อได้อย่างรวดเร็ว เป็นเอกลักษณ์ที่ทำให้ ซูเปอร์คาร์รุ่นต่อๆ มาของแบรนด์อื่นๆ พัฒนาตาม
คำว่าซูเปอร์คาร์ ในปัจจุบันนับเป็นคำที่มีความหมายอย่างหลวมๆ แต่ถือกันว่าเป็นรถที่มีสมรรถนะสูง มีอัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตร/ชั่วโมง ภายใน 4 วินาที และสามารถทำความเร็วสูงสุดได้มากกว่า 300 กิโลเมตร/ชั่วโมง
ซึ่งหากจะนึกถึงแบรนด์ของซูเปอร์คาร์ ทั้ง Ferrari และ Lamborghini ถือเป็นคู่แข่งที่ขับเคี่ยวกันมานาน ไม่ใช่แค่ทั้งความเร็วและสมรรถนะ นวัตกรรมเครื่องยนต์ที่ล้ำสมัย และเรื่องราวของแบรนด์เท่านั้น แต่ยังเป็นการออกแบบที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่โดดเด่น
Ferrari เน้นดีไซน์ที่โฉบเฉี่ยว โค้งมน ส่วน Lamborghini เน้นความแข็งแกร่ง และดุดัน
ถึงแม้จะเป็นเส้นทางที่แตกต่างกัน แต่ทั้ง 2 แบรนด์ก็ยังคงมีเสน่ห์ดึงดูดเหล่าเศรษฐีผู้หลงใหลในความเร็วไม่เสื่อมคลาย แม้ในวันที่อุตสาหกรรมรถยนต์กำลังถูกท้าทายจากรถยนต์ไฟฟ้า ไปจนถึงวิกฤติเศรษฐกิจที่ทำให้ยอดขายรถยนต์ทั่วไปประสบปัญหา แบรนด์เหล่านี้ก็ดูเหมือนว่าไม่ได้รับผลกระทบใดๆ
เพราะสำหรับซูเปอร์คาร์อิตาลีแล้ว
มันไม่เกี่ยวกับว่าอนาคตกำลังจะเปลี่ยนไปอย่างไร
แต่มันเกี่ยวกับคุณค่าแบรนด์ที่สะสมมาตั้งแต่อดีต
จนกลายเป็นตำนาน ที่หลายคนอยากครอบครอง..
อ่านซีรีส์บทความ “Branding the Nation” ปั้นแบรนด์ แทนประเทศ
ในตอนก่อนหน้าทั้งหมดได้ที่แอป Blockdit
----------------------
ชอบบทความแบบนี้ ต้องอ่านหนังสือเล่มนี้
เศรษฐกิจโลก 1,000 ปี พิมพ์ครั้งที่ 6
อยากรู้ความเป็นไปของเศรษฐกิจโลก ต้องเข้าใจอดีต
หนังสือเล่มนี้จะพูดถึงประวัติเศรษฐกิจโลกตั้งแต่ปี ค.ศ. 1100 ไล่ยาวไปจนถึง ค.ศ. 2019
สั่งซื้อได้ที่ (ซื้อตอนนี้มีส่วนลด 10% จากราคาปก 350 บาท)
Lazada :
Shopee :
----------------------
ติดตามลงทุนแมนได้ที่
Website -
Blockdit -
Facebook -
Twitter -
Instagram -
Line -
YouTube -
References
-
-
-
-
-
-
-
© 2017-2020 Longtunman. All rights reserved.