Shopee :
╚═══════════╝
ยินดีต้อนรับเข้าสู่ซีรีส์บทความ “Branding the Nation” ปั้นแบรนด์ แทนประเทศ
ตอน ทำไม เยอรมนี จึงเป็นประเทศแห่ง รถยนต์?
อุตสาหกรรมรถยนต์ในเยอรมนี มีจุดเริ่มต้นมาจากการก่อตั้งมหาวิทยาลัยด้านเทคนิค
ในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 ที่เน้นการศึกษาในสายช่าง และสายอาชีพวิศวกรรมโดยเฉพาะ
รัฐบาลภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี ออทโท ฟอน บิสมาร์ค
ได้สนับสนุนให้มหาวิทยาลัยทำความร่วมมือกับภาคอุตสาหกรรม
มีงานวิจัยร่วมกันระหว่างนักวิชาการ กับนักธุรกิจในแวดวงอุตสาหกรรม
งานวิจัยด้านวิศวกรรม จึงถูกนำไปใช้ในโลกธุรกิจได้ง่าย
เมื่อธุรกิจสามารถทำกำไรได้ ก็ให้เงินกลับมาสนับสนุนงานวิจัยต่อไปไม่สิ้นสุด
และด้วยทัศนคติต่ออาชีพ “ช่างกล” ในเยอรมนีที่ดีกว่าประเทศอื่นๆ ในยุโรป
หลายๆ คนที่ชื่นชอบในเครื่องยนต์กลไก จึงได้โลดแล่นบนเส้นทางความฝันของตัวเอง
หนึ่งในนั้นก็คือ Karl Benz วิศวกรผู้จบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยเทคนิคแห่งเมืองคาร์ลสรูเฮอ (KIT) ทางตะวันตกของประเทศ
Karl Benz ได้ก่อตั้งบริษัท Benz & Cie ในปี ค.ศ. 1883
และพยายามพัฒนาเครื่องยนต์สันดาปภายในที่ใช้น้ำมันเบนซิน
ให้เหนือกว่ารถในยุคนั้น ที่ใช้พลังงานไอน้ำจากถ่านหิน
ประเด็นสำคัญก็คือ การใช้น้ำมันเบนซิน จะเป็นการใช้พลังงานที่มีประสิทธิภาพดีกว่าไอน้ำ
ทำให้เครื่องยนต์ที่ใช้น้ำมันมีขนาดเล็กกว่าเดิมมาก
ในช่วงแรก เครื่องยนต์ใช้น้ำมัน ถูกออกแบบให้เข้ากับรถ 3 ล้อ และเกิดเป็น รถยนต์คันแรกของโลก
“Benz Patent Motorwagen” ในปี ค.ศ. 1886
กิโลเมตรที่ 0 ของรถยนต์เยอรมัน เริ่มออกเดินทางแล้ว..
ในปีเดียวกันนั้นเอง Gottlieb Daimler วิศวกรผู้จบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยเทคนิคแห่งเมืองชตุทท์การ์ท ห่างจากเมืองคาร์ลสรูเฮอเพียง 60 กิโลเมตร
ก็ได้ออกแบบรถยนต์ 4 ล้อ ที่มีเครื่องยนต์ใช้น้ำมันเช่นเดียวกัน
และก่อตั้งบริษัท Daimler Motors ที่เมืองชตุทท์การ์ท ในปี ค.ศ. 1890
ทั้ง 2 บริษัทเป็นหนึ่งในผู้ริเริ่มอุตสาหกรรมยานยนต์เยอรมัน
และจุดประกายให้เหล่าวิศวกรมากมายทำตามความฝัน
หนึ่งในนั้นคือ August Horch วิศวกรผู้จบจากวิทยาลัยเทคนิคแห่งเมือง Mittweida
และเคยทำงานให้กับ Benz & Cie มาก่อน
Horch ได้ลาออกมาก่อตั้งบริษัทรถยนต์ Horch ของตัวเอง
แต่ก่อตั้งได้ไม่นานก็ประสบความล้มเหลวด้านการบริหาร
แล้วก็กลับมาเริ่มต้นใหม่อีกครั้งพร้อมกับชื่อใหม่
เพราะติดเรื่องกฎหมายที่ไม่สามารถใช้ชื่อเดิมได้
คำว่า Horch เป็นภาษาเยอรมัน แปลว่า ฟัง
ซึ่งมีความหมายเดียวกับภาษาละตินว่า Audi
บริษัทรถยนต์ Horch จึงเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น Audi (อาวดี้) ในปี ค.ศ. 1910
ถึงแม้ประเทศเยอรมนีจะเป็นผู้ริเริ่มอุตสาหกรรม มีบริษัทรถยนต์มากมาย
แต่รถยนต์เยอรมันทั้งหมดล้วนเป็นรถยนต์ที่ประกอบด้วยมือ
ถึงแม้จะมีงานออกแบบที่สวยงาม และตอบโจทย์การใช้สอย
แต่ใช้เวลานานมากในการผลิต และมีราคาสูง
เยอรมนีจึงผลิตรถยนต์ได้เพียงปีละ 900 คัน ในช่วงต้นทศวรรษที่ 1900
และถูกแซงหน้าโดยประเทศอุตสาหกรรมน้องใหม่อย่างสหรัฐอเมริกา
ที่มีกระบวนการผลิตแบบสายพานลำเลียงของ เฮนรี ฟอร์ด ที่ทำให้สามารถผลิตรถยนต์ได้
จำนวนมากๆ ถึงแม้จะไม่สวยงาม แต่ก็มีราคาถูก และเข้าถึงคนทั่วไปได้
แล้วเหตุการณ์ที่ซ้ำเติมเส้นทางลำบากให้ยากยิ่งกว่าเดิม
ก็คือสงครามโลกครั้งที่ 1 ซึ่งจักรวรรดิเยอรมันเป็นผู้ริเริ่มเอง..
สงครามนี้สิ้นสุดลงในปี ค.ศ. 1918 ด้วยความพ่ายแพ้ของจักรวรรดิเยอรมัน
ต้องลงนามในสนธิสัญญาแวร์ซาย ที่ระบุให้รับผิดชอบในฐานะผู้ก่อสงคราม
ถูกปลดอาวุธ จำกัดอาณาเขต ห้ามผลิตเครื่องบิน และชดใช้ค่าปฏิกรรมสงครามจำนวนมหาศาล
การห้ามผลิตเครื่องบิน ทำให้บริษัทที่เคยผลิตเครื่องยนต์ให้เครื่องบิน
อย่าง Bayerische Motoren Werke หรือ BMW แห่งเมืองมิวนิก รัฐบาเยิร์น
ที่เพิ่งก่อตั้งในปี ค.ศ. 1917 ต้องประสบความยากลำบาก
หนึ่งในผู้ก่อตั้ง Karl Rapp ผู้เคยเป็นช่างเทคนิคให้ Benz & Cie มาก่อน
ต้องปรับเปลี่ยนให้ BMW มาผลิตระบบเบรกสำหรับรถราง
รัฐบาลเยอรมันพยายามพิมพ์เงินเพื่อใช้หนี้ค่าปฏิกรรมสงคราม แต่ผลที่ได้กลับทำให้เกิดภาวะเงินเฟ้ออย่างมโหฬาร จนกลายเป็นวิกฤติเศรษฐกิจ
วิกฤติครั้งนี้ ทำให้รถยนต์ที่มีราคาสูงอยู่แล้ว ยิ่งขายไม่ออก
บริษัทรถยนต์ทั้งหลายจึงต้องปรับตัวกันอย่างหนัก
ความต้องการรถขนาดเล็ก ทำให้ BMW หันมาผลิตรถมอเตอร์ไซค์เข้าสู่ตลาด
ส่วน 2 บริษัทรถยนต์คู่แข่ง Daimler และ Benz ต้องควบรวมกันในปี ค.ศ. 1926
และกลายเป็นจุดเริ่มต้นของ Mercedes-Benz ที่มีสำนักงานอยู่ในเมืองชตุทท์การ์ท
เช่นเดียวกับ Audi ที่ต้องควบรวมกับผู้ผลิตรถยนต์รายอื่นๆ อีก 4 บริษัท
กลายเป็นที่มาของสัญลักษณ์ห่วงทั้ง 4 ของแบรนด์ Audi
ด้วยความที่รถยนต์ของ Mercedes-Benz มีขนาดใหญ่และราคาแพง
หนึ่งในทีมออกแบบ Ferdinand Porsche จึงได้เสนอรถยนต์แบบใหม่
ที่ปรับขนาดให้เล็ก และมีน้ำหนักเบาลงเพื่อลดราคา
Ferdinand Porsche วิศวกรผู้จบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยเทคนิคชตุทท์การ์ท
มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วยุโรป จากการประดิษฐ์มอเตอร์ขับเคลื่อนล้อรถยนต์พลังงานไฟฟ้า
แต่ข้อเสนอของ Porsche ก็ไม่ผ่านบอร์ดผู้บริหารของ Mercedes-Benz
Porsche จึงลาออกมาตั้งบริษัทของตัวเอง ในปี ค.ศ. 1931
โดยเป็นบริษัทที่ปรึกษาด้านการพัฒนามอเตอร์ และเครื่องยนต์
มาถึงตรงนี้ เรามาทบทวนกันอีกสักครั้งว่า..
รถยนต์เยอรมันแต่ละแบรนด์มีความสัมพันธ์กันอย่างไร
Mercedes-Benz เป็นผู้บุกเบิกอุตสาหกรรมยานยนต์ของเยอรมนี
ส่วนอีก 3 แบรนด์ คือ BMW, Audi และ Porsche
หนึ่งในผู้ก่อตั้งแบรนด์เหล่านี้ ล้วนเคยทำงานกับ Mercedes-Benz มาก่อน
ดูเหมือนว่าเวลานี้ รถยนต์แต่ละแบรนด์ต่างก็เริ่มขับเคลื่อนไปบนถนนของตัวเอง
แต่จุดเปลี่ยนสำคัญ คือการก้าวขึ้นเป็นผู้นำประเทศของ “อดอล์ฟ ฮิตเลอร์”
ซึ่งจะทำให้รถยนต์ทุกแบรนด์ ต้องกลับมาอยู่บนถนนแห่งชะตากรรมเส้นเดียวกันอีกครั้ง..
ภาวะเศรษฐกิจที่ตกต่ำ ทำให้หัวหน้าพรรคนาซีได้ก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำเผด็จการเบ็ดเสร็จ
เพื่อให้ชนชาติเยอรมันกลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง ฮิตเลอร์จึงริเริ่มแผนฟื้นฟูเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ
ในครั้งนี้ ความยิ่งใหญ่ของชนชาติเยอรมันจะไม่ใช่เส้นทางรถไฟ
แต่ต้องเป็นไฮเวย์..
ทางด่วนระหว่างเมือง หรือ เอาโทบาห์น (Autobahn) ได้ถูกสร้างขึ้นทั่วประเทศ
เพื่อเติมเต็มไฮเวย์เหล่านี้ ฮิตเลอร์มีความคิดที่จะสร้างรถยนต์ขนาดครอบครัวที่ใครๆ ก็ซื้อได้ เรียกว่า รถของประชาชน หรือในภาษาเยอรมันคือ “Volkswagen”
โครงการรถของประชาชน จะชนะใจชนชั้นแรงงานทั่วจักรวรรดิเยอรมัน
ก่อนที่ฮิตเลอร์จะกล่อมประชาชนเหล่านั้นให้เข้าสู่สงครามที่เลวร้ายที่สุดเท่าที่เคยมีมา
สงครามโลกครั้งที่ 2..
เตรียมพบกับซีรีส์บทความ “Branding the Nation” ปั้นแบรนด์ แทนประเทศ
ทำไม เยอรมนี จึงเป็นประเทศแห่ง รถยนต์? ตอนที่ 2 ได้ในสัปดาห์หน้า..
----------------------
ชอบบทความแบบนี้ ต้องอ่านหนังสือเล่มนี้
เศรษฐกิจโลก 1,000 ปี พิมพ์ครั้งที่ 6
อยากรู้ความเป็นไปของเศรษฐกิจโลก ต้องเข้าใจอดีต
หนังสือเล่มนี้จะพูดถึงประวัติเศรษฐกิจโลกตั้งแต่ปี ค.ศ.1100 ไล่ยาวไปจนถึง ค.ศ.2019
สั่งซื้อได้ที่ (ซื้อตอนนี้มีส่วนลด 10% จากราคาปก 350 บาท)
Lazada :
Shopee :
----------------------
ติดตามลงทุนแมนได้ที่
Website -
Blockdit -
Facebook -
Twitter -
Instagram -
Line -
YouTube -
References
-
-
© 2017-2020 Longtunman. All rights reserved.