╚═══════════╝
จริงๆ แล้ว ก่อนหน้านี้ ปริมาณความต้องการใช้ถุงมือยาง เพิ่มขึ้นมาตลอด
เนื่องจากหลายประเทศ เริ่มเข้าสู่การเป็นสังคมผู้สูงอายุ และมีมาตรฐานทางการแพทย์สูงขึ้น
แต่หลังจากเกิดโรคระบาด COVID-19 ความต้องการถุงมือยางก็เพิ่มขึ้นอย่างมาก
ยอดขายถุงมือยางทั่วโลก
ปี 2018 อยู่ที่ 256,000 ล้านชิ้น
ปี 2019 อยู่ที่ 282,000 ล้านชิ้น
ปี 2020 คาดการณ์อยู่ที่ 338,000 ล้านชิ้น
ปี 2021 คาดการณ์อยู่ที่ 422,000 ล้านชิ้น
ซึ่งประเทศมาเลเซีย คือผู้ส่งออกถุงมือยางรายใหญ่สุดของโลก ที่ครองส่วนแบ่งตลาดถึง 65% และมีบริษัทผู้นำอุตสาหกรรม ชื่อว่า “Top Glove”
Top Glove ก่อตั้งขึ้นในปี 1991 หรือเมื่อ 29 ปีที่แล้ว โดยคุณ Lim Wee Chai
ปัจจุบันมีโรงงานอยู่ 45 แห่ง ในประเทศมาเลเซีย ไทย และจีน
บริษัทมีกำลังการผลิตถุงมือ ทั้งแบบยางธรรมชาติและยางสังเคราะห์ รวมไปถึงถุงมือศัลยกรรมแพทย์ ประมาณ 75,000 ล้านชิ้นต่อปี คิดเป็นส่วนแบ่งตลาด 26% สูงเป็นอันดับ 1 ของโลก
นอกจากนั้น ยังมีฐานลูกค้าที่หลากหลายกว่า 2,000 ราย กระจายตัวอยู่ใน 195 ประเทศ โดยยอดขายทุกๆ 100 บาท มาจาก
ยุโรป 32 บาท
เอเชีย 27 บาท
อเมริกาเหนือ 24 บาท
อเมริกาใต้ 8 บาท
ตะวันออกกลาง 6 บาท
แอฟริกา 3 บาท
และในปีนี้ Top Glove ได้พบจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ นั่นคือการระบาดของ COVID-19 ที่เป็นปัจจัยเร่งให้ความต้องการสินค้าถุงมือยาง เพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว
จนบริษัทได้รับคำสั่งซื้อเกินกว่าความสามารถผลิตไปมาก ทำให้ต้องวางแผนลงทุนราว 31,000 ล้านบาท เพื่อสร้างโรงงานใหม่อีก 10 แห่ง ในช่วงสองปีข้างหน้า ซึ่งจะเพิ่มกำลังการผลิตถุงมือยางเป็น 100,000 ล้านชิ้นต่อปี
จึงไม่น่าประหลาดใจ ถ้าบอกว่าผลการดำเนินงานของ Top Glove กำลังเติบโตแบบก้าวกระโดด
ปี 2018 รายได้ 31,700 ล้านบาท กำไร 3,200 ล้านบาท
ปี 2019 รายได้ 36,000 ล้านบาท กำไร 2,800 ล้านบาท
ปี 2020 (9 เดือน) รายได้ 31,000 ล้านบาท กำไร 4,300 ล้านบาท
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในระหว่างเดือนมีนาคม-พฤษภาคม ซึ่งเป็นรอบบัญชีไตรมาส 3 ปี 2020 ของบริษัท
พวกเขามีกำไรสูงถึง 2,600 ล้านบาท ซึ่งเติบโต 367% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว
ทั้งนี้ Top Glove จดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์กัวลาลัมเปอร์
ล่าสุดมีมูลค่าบริษัทอยู่ที่ 540,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 480% เมื่อเทียบกับตอนต้นปี และสูงเป็นอันดับ 4 ของตลาด
ในอนาคต คุณ Lim Wee Chai ยังตั้งเป้าหมายที่จะพา Top Glove ก้าวขึ้นเป็นบริษัทขนาดใหญ่สุด 500 อันดับแรกของโลก ซึ่งหากจะไปให้ถึงจุดนั้น เขาคาดว่าคงต้องขยายโรงงานผลิตถึง 500 แห่ง
เรื่องนี้อาจดูเหมือนไกลเกินเอื้อมสำหรับบริษัทที่ขายถุงมือยาง
แต่ถ้าโรคระบาด COVID-19 อยู่กับเราอีกนาน มันก็มีโอกาสเป็นไปได้
ปิดท้ายด้วยข้อมูลที่น่าสนใจ
บริษัท ศรีตรังโกลฟส์ หรือชื่อย่อ STGT
เป็นผู้ผลิตถุงมือยางจากประเทศไทย มีขนาดใหญ่อันดับ 3 ของโลก
ปัจจุบันมีกำลังการผลิต 32,619 ล้านชิ้นต่อปี และเตรียมขยายเพิ่มเป็น 70,000 ล้านชิ้นต่อปี ภายในปี 2028
โดยบริษัทเพิ่งจดทะเบียนเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ประเทศไทย เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ล่าสุดมีมูลค่าอยู่ที่ 112,000 ล้านบาท ซึ่งมี P/E Ratio สูงถึง 124 เท่า
ขณะที่บริษัท Top Glove เองก็ซื้อขายกันอยู่ที่ P/E ระดับ 80 เท่า
สะท้อนถึงความคาดหวังของนักลงทุนต่อธุรกิจผลิตถุงมือยางได้เป็นอย่างดี
แต่เรื่องที่น่าสนใจคือ เมื่อวัคซีนถูกผลิตได้สำเร็จ เรื่องราวของ COVID-19 ผ่านพ้นไป
ธุรกิจถุงมือยางจะเป็นอย่างไรในวันนั้น น่าติดตาม..
หมายเหตุ: บทความนี้ไม่ได้ชี้นำให้ซื้อหรือขายหุ้น การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลให้ครบถ้วนก่อนตัดสินใจลงทุน
----------------------
อัปเดตสถานการณ์และภาวะเศรษฐกิจกับ Blockdit มีพอดแคสต์ให้ฟังระหว่างเดินทางด้วย

----------------------
ติดตามลงทุนแมนได้ที่
Website -
Blockdit -
Facebook -
Twitter -
Instagram -
Line -
YouTube -
References
-
-
-
-
-
© 2017-2020 Longtunman. All rights reserved.