╚═══════════╝
เมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2020 สงครามราคาน้ำมัน ระหว่างซาอุดีอาระเบียกับรัสเซีย ได้ปะทุขึ้น
สาเหตุเนื่องจาก ทั้งคู่ไม่สามารถตกลงกันเรื่องลดกำลังการผลิต เพื่อรับมือกับปัญหา COVID-19 ได้
ซาอุดีอาระเบีย จึงแก้เกมด้วยการเพิ่มกำลังผลิต และกดดันให้รัสเซียกลับมาเจรจากันใหม่
ผลที่ตามมาคือ ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก จากก่อนเหตุการณ์ อยู่ที่ 45 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล
ได้ปรับตัวลงอย่างรุนแรง จนลดลงเหลือ 12 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล
ซึ่งหลายคนมองว่า ยุทธวิธีเฉือนเนื้อตัวเองแบบนี้ น่าจะได้ไม่คุ้มเสีย
เพราะเศรษฐกิจซาอุดีอาระเบีย มีความอ่อนไหวต่อการขึ้นลงของราคาน้ำมันเป็นอย่างมาก
โดยรายได้จากการขายน้ำมัน มีมูลค่าสูงถึง 42% ของ GDP และคิดเป็น 87% ของรายได้รัฐบาล
แต่ถ้าสมมติ ฝั่งซาอุดีอาระเบียรู้อยู่แล้วว่า ถึงทุบราคาไป สุดท้ายก็ต้องมีการเจรจาหาทางออกกัน
เมื่อความตึงเครียดจะอยู่แค่ชั่วคราว พวกเขาก็อาจหาผลประโยชน์ทางอื่นได้
และสิ่งที่เกิดขึ้นคือ ซาอุดีอาระเบีย เข้าซื้อหุ้นบริษัทน้ำมัน
ผ่านกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติซาอุดีอาระเบีย หรือ Public Investment Fund (PIF)
กองทุนประเภทนี้ จะนำสภาพคล่องส่วนเกินของรัฐบาล ไปลงทุนในทรัพย์สินต่างๆ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มไว้มาใช้เป็นสวัสดิการและพัฒนาประเทศ
ปัจจุบัน PIF ถือเป็นกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติที่มีขนาดใหญ่อันดับ 11 ของโลก
ด้วยมูลค่าทรัพย์สินราว 10,464,000 ล้านบาท
ซึ่งในช่วงปลายเดือนมีนาคม จนถึงต้นเมษายน 2020 ที่ผ่านมา
กองทุน PIF ได้ใช้เงิน 32,700 ล้านบาท เข้าซื้อหุ้นบริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่ 4 อันดับแรกของยุโรป ที่ราคาตกลงอย่างหนัก เพราะเหตุการณ์สงครามราคาน้ำมัน ได้แก่
Royal Dutch Shell จากประเทศเนเธอร์แลนด์
มูลค่าบริษัท ก่อนมีสงครามราคาน้ำมัน อยู่ที่ 11,033,000 ล้านบาท
มูลค่าบริษัท หลังมีสงครามราคาน้ำมัน ทำจุดต่ำสุดที่ 5,697,000 ล้านบาท หรือลดลง 48%
Total S.A. จากประเทศฝรั่งเศส
มูลค่าบริษัท ก่อนมีสงครามราคาน้ำมัน อยู่ที่ 3,600,000 ล้านบาท
มูลค่าบริษัท หลังมีสงครามราคาน้ำมัน ทำจุดต่ำสุดที่ 2,106,000 ล้านบาท หรือลดลง 42%
Equinor จากประเทศนอร์เวย์
มูลค่าบริษัท ก่อนมีสงครามราคาน้ำมัน อยู่ที่ 1,606,000 ล้านบาท
มูลค่าบริษัท หลังมีสงครามราคาน้ำมัน ทำจุดต่ำสุดที่ 961,000 ล้านบาท หรือลดลง 40%
Eni จากประเทศอิตาลี
มูลค่าบริษัท ก่อนมีสงครามราคาน้ำมัน อยู่ที่ 1,340,000 ล้านบาท
มูลค่าบริษัท หลังมีสงครามราคาน้ำมัน ทำจุดต่ำสุดที่ 830,000 ล้านบาท หรือลดลง 38%
ทั้งนี้ ซาอุดีอาระเบีย ให้เหตุผลที่เข้าลงทุนว่า ราคาหุ้นบริษัทเหล่านี้ ต่ำกว่าพื้นฐานมากจนน่าสนใจ และอาจหาโอกาสซื้อบริษัทอื่นๆ เพิ่มเติมด้วย
หลังจากนั้นไม่นาน เมื่อวันที่ 12 เมษายน 2020
ก็มีการเรียกประชุมระหว่าง กลุ่มผู้ผลิตน้ำมันเพื่อการส่งออก (OPEC) นำโดยซาอุดีอาระเบีย
และประเทศพันธมิตรนอกกลุ่ม นำโดยรัสเซีย
ซึ่งผลการเจรจาคือ สามารถบรรลุข้อตกลงร่วมกันได้ ดังนี้
เดือนพฤษภาคม-มิถุนายน 2020 ลดกำลังการผลิต 9.7 ล้านบาร์เรลต่อวัน
เดือนกรกฎาคม-ธันวาคม 2020 ลดกำลังการผลิต 7.7 ล้านบาร์เรลต่อวัน
เดือนมกราคม-เมษายน 2021 ลดกำลังการผลิต 5.8 ล้านบาร์เรลต่อวัน
รวมทั้งรัฐบาลซาอุดีอาระเบียยังได้สั่งให้ลดกำลังการผลิตของตัวเองเพิ่มเติมอีก 1 ล้านบาร์เรลต่อวัน ในเดือนมิถุนายนด้วย
เท่ากับว่า ซาอุดีอาระเบีย ได้กว้านซื้อหุ้นบริษัทน้ำมัน
หลังจากทุบราคาตลาดเละเทะ จนทำให้คนอื่นกลัว
ก่อนจะเริ่มเดินเรื่องเพื่อคลี่คลายปัญหา
แต่อย่างไรก็ตาม คงไม่มีใครฟันธงได้ชัดว่า การลงทุนครั้งนี้เกี่ยวข้องกับสงครามราคาน้ำมันมากน้อยเพียงใด
และก็ไม่มีอะไรรับประกันว่า ราคาน้ำมันจะไม่ลงไปมากกว่านี้ จากผลกระทบทางเศรษฐกิจทั่วโลกจาก COVID-19
นอกจากนี้ กองทุน PIF ยังได้ซื้อหุ้นบริษัท Carnival Corporation เจ้าของธุรกิจเรือสำราญใหญ่สุดในโลก
ที่มูลค่าลดลงถึง 75% จากปัญหา COVID-19 อีกด้วย
ซึ่งสอดคล้องกับแผนปฏิรูปเศรษฐกิจของซาอุดีอาระเบีย ที่ต้องการกระจายการลงทุนออกจากอุตสาหกรรมพลังงาน เช่น การสร้างรายได้จากธุรกิจท่องเที่ยวให้มากขึ้น

เรื่องราวนี้น่าจะเป็นแง่คิดที่ดีว่า
ทุกความเคลื่อนไหวในโลกธุรกิจ มักแฝงไปด้วยกลยุทธ์อันแยบยลเสมอ
แม้แต่การกระทำที่ไม่ทราบเหตุผลว่า ทำไปแล้วได้อะไร
ก็อาจมีเบื้องหลังที่เราไม่รู้
ดังกรณีการทุบราคาน้ำมันของซาอุดีอาระเบีย
ที่ตอนแรกหลายคนคงมีคำถามว่า ใครจะได้ประโยชน์
ซึ่งการซื้อหุ้นบริษัทน้ำมันแบบประจวบเหมาะนี้ อาจเป็นหนึ่งในคำตอบของเรื่องนี้..
----------------------
Blockdit แหล่งรวมบทความวิเคราะห์ เจาะลึกแบบ deep content ล่าสุดมีฟีเจอร์พอดแคสต์แล้ว

----------------------
ติดตามลงทุนแมนได้ที่
Website -
Blockdit -
Facebook -
Twitter -
Instagram -
Line -
YouTube -
References
-
-
-
-
-
© 2017-2020 Longtunman. All rights reserved.