╚═══════════╝
Exxon Mobil ก่อตั้งขึ้นในปี 1999 หรือเมื่อ 20 ปีที่แล้ว ซึ่งเกิดจากการควบรวมกันระหว่าง Exxon และ Mobil
อย่างไรก็ตาม ทั้ง Exxon และ Mobil นั้น เป็นบริษัทลูกของ Standard Oil ที่ก่อตั้งโดยจอห์น ดี. ร็อกเกอะเฟลเลอร์ นักธุรกิจชาวอเมริกัน มาตั้งแต่ปี 1870 หรือเมื่อ 150 ปีที่แล้ว
ปัจจุบัน Exxon Mobil เป็นบริษัทพลังงานข้ามชาติรายใหญ่แห่งหนึ่งของโลก โดยมีธุรกิจครอบคลุมตั้งแต่ธุรกิจต้นน้ำอย่างการสำรวจและผลิตน้ำมันดิบ ก๊าซธรรมชาติ โรงกลั่นน้ำมัน ไปจนถึงธุรกิจปลายน้ำอย่างปิโตรเคมี
แล้วจุดเด่นของ Exxon Mobil มีอะไรบ้าง?
มีปริมาณสำรองน้ำมันดิบอยู่จำนวน 24,293 ล้านบาร์เรล ซึ่งถ้า Exxon Mobil เป็นประเทศ จะเป็นประเทศที่มีปริมาณสำรองน้ำมันดิบอยู่อันดับที่ 15 ของโลก
มีโรงกลั่นน้ำมันจำนวน 37 แห่งใน 21 ประเทศ กำลังการกลั่นน้ำมันรวมกันประมาณ 5 ล้านบาร์เรลต่อวัน ใหญ่กว่ากำลังการกลั่นของโรงกลั่นทั้งหมดในประเทศไทยประมาณ 5 เท่า
ในปี 2018 ผลิตน้ำมัน 3.8 ล้านบาร์เรลต่อวัน มากกว่าการผลิตน้ำมันของแคนาดาทั้งประเทศเสียอีก
อย่างไรก็ตาม สิ่งนี้ก็ไม่ช่วยให้บริษัทอย่าง Exxon Mobil เป็นบริษัทที่มีมูลค่ามากอันดับต้นๆ ในโลกอีกต่อไป
ปี 2011 เป็นปีสุดท้ายที่ Exxon Mobil ถูกจัดอันดับให้เป็นบริษัทที่มีมูลค่ามากที่สุดในโลก
ตอนนั้นมูลค่าของ Exxon Mobil เท่ากับ 12.6 ล้านล้านบาท ขณะที่มูลค่าของบริษัท Apple เท่ากับ 11.6 ล้านล้านบาท
ปัจจุบัน มูลค่าบริษัทของ Exxon Mobil เท่ากับ 7.9 ล้านล้านบาท ขณะที่มูลค่าของบริษัท Apple เท่ากับ 44 ล้านล้านบาท
หมายความว่า วันนี้ มูลค่าบริษัทของ Exxon Mobil ลดลง ในขณะที่มูลค่าของบริษัท Apple พุ่งสูงขึ้น
รายได้และกำไรของ Exxon Mobil
ปี 2017 รายได้ 7.6 ล้านล้านบาท กำไร 611,000 ล้านบาท
ปี 2018 รายได้ 8.7 ล้านล้านบาท กำไร 646,000 ล้านบาท
ปี 2019 รายได้ 8.2 ล้านล้านบาท กำไร 443,000 ล้านบาท
ทั้งนี้ เหตุผลหลักที่กระทบกับการดำเนินธุรกิจของบริษัทพลังงานหลายแห่งคือ การพัฒนาเทคโนโลยีการขุดเจาะพลังงานจากชั้นหินดินดาน หรือที่เรียกกันว่า shale energy
ก่อนปี 2010 แทบไม่มีปริมาณการผลิตน้ำมันและก๊าซจากชั้นหินดินดาน
แต่ในปี 2019 ปริมาณการผลิตน้ำมันและก๊าซจากแหล่งดังกล่าวเพิ่มขึ้นถึงวันละ 7 ล้านบาร์เรลต่อวัน
นี่คือ หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่เปลี่ยนภาพของอุตสาหกรรมน้ำมันทั่วโลกไปอย่างสิ้นเชิง
ที่สำคัญ เรื่องนี้ทำให้สหรัฐอเมริกากลายมาเป็นประเทศที่ผลิตน้ำมันดิบมากที่สุดในโลกตั้งแต่ปี 2017 แซงหน้าประเทศซาอุดีอาระเบีย
ซึ่งปัจจุบัน สหรัฐอเมริกาผลิตน้ำมันดิบวันละ 17.9 ล้านบาร์เรล คิดเป็นสัดส่วน 18% ของปริมาณการผลิตทั้งโลก
การผลิตน้ำมันที่มากขึ้น และความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ทำให้ภาคการขนส่ง ภาคการผลิตมีการใช้พลังงานที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น สูญเสียพลังงานน้อยลง
ประกอบกับการใช้พลังงานทดแทนที่เพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง จึงเป็นแรงกดดันที่ทำให้ราคาน้ำมันในช่วงหลายปีที่ผ่านมา มีแนวโน้มลดลงจนส่งผลต่อผลประกอบการของบริษัทพลังงานจำนวนมาก
ปี 2019 ราคาน้ำมันดิบเบรนท์เฉลี่ยเท่ากับ 64 ดอลลาร์สหรัฐ ต่อบาร์เรล ซึ่งคิดเป็นเพียงประมาณครึ่งหนึ่งของราคาน้ำมันดิบเฉลี่ยในปี 2011 ที่ 111 ดอลลาร์สหรัฐ ต่อบาร์เรล ซึ่งเป็นช่วงที่การผลิตพลังงานจากชั้นหินดินดานยังมีสัดส่วนน้อย
พอเรื่องเป็นแบบนี้
จึงทำให้ Exxon Mobil ณ ตอนนี้ไม่ได้ติดอันดับบริษัทที่มีมูลค่ามากสุดในโลกอีกต่อไป
และเรื่องนี้เป็นกรณีศึกษาที่ดีในเรื่องการทำธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับสินค้าโภคภัณฑ์
สินค้าโภคภัณฑ์ ผู้ผลิตจะไม่สามารถควบคุมราคาสินค้าเองได้
ราคาจะขึ้นอยู่กับ อุปสงค์ และ อุปทานของตลาดในช่วงนั้น
และในวันที่ราคาลดลง ก็ทำให้เกิดอุปสรรค
เหมือนอย่างที่ Exxon Mobil กำลังเจอ..
----------------------
Blockdit ที่สุดของแอปมีสาระ

----------------------
ติดตามลงทุนแมนได้ที่
Website -
Blockdit -
Facebook -
Twitter -
Instagram -
Line -
YouTube -
References
-
-
-
-
-
-
-
-
© 2017-2020 Longtunman. All rights reserved.