┗━━━━━━━━━━━━┛
ซัวเถา (ซ่านโถว) เป็นเมืองท่าชายฝั่งทะเลจีนตะวันออก ตั้งอยู่ในมณฑลกวางตุ้ง
โดยถือเป็นหนึ่งในเขตอารยธรรมจีนที่เรียกว่า จีนแต้จิ๋ว หรือ แต้ซัว ซึ่งประกอบด้วย 3 จังหวัด ได้แก่ แต้จิ๋ว ซัวเถา และ กิ๊กเอี๊ย
ซัวเถา มีพื้นที่ประมาณ 2,199 ตารางกิโลเมตร และมีประชากรอาศัยอยู่ 5.6 ล้านคน
จริงๆ แล้วชาวจีนจากซัวเถาเริ่มอพยพมายังประเทศไทยตั้งแต่สมัยอยุธยา
ส่วนหนึ่งเดินทางเพื่อติดต่อค้าขาย และอีกส่วนก็หนีความอดอยากและภัยพิบัติมา
ในสมัยกรุงธนบุรีของพระเจ้าตากสินมหาราช ซึ่งบรรพบุรุษของท่านก็มาจากซัวเถา ทำให้มีนโยบายสนับสนุนและชักชวนให้คนจีนเข้ามาลงหลักปักฐานในประเทศไทยมากขึ้น
ต่อมาในปี พ.ศ. 2403 ซัวเถามีการสร้างท่าเรือพาณิชย์และกลายเป็นหนึ่งในเมืองท่าสำคัญของประเทศจีน
ตอนนั้นการเดินเรือมีการพัฒนาค่อนข้างมากแล้ว ประกอบกับเป็นช่วงที่เศรษฐกิจไทยขยายตัวอย่างรวดเร็ว ทำให้มีความต้องการแรงงานจำนวนมาก เพราะเป็นยุคของการค้าเสรีซึ่งเป็นผลมาจากสนธิสัญญาเบาว์ริง ในช่วงรัชกาลที่ 4
เรื่องนี้ส่งผลให้มีคนจีนเดินทางจากซัวเถามาเข้าสู่ประเทศไทยมากขึ้นเรื่อยๆ
สัดส่วนผู้อพยพจากซัวเถาที่เดินทางมาประเทศไทยจากการเก็บข้อมูลบันทึกของศุลกากรจีน
พ.ศ. 2425-2435 คนที่อพยพออกจากซัวเถา มาประเทศไทย 20% ของทั้งหมด
พ.ศ. 2436-2448 คนที่อพยพออกจากซัวเถา มาประเทศไทย 33% ของทั้งหมด
พ.ศ. 2449-2460 คนที่อพยพออกจากซัวเถา มาประเทศไทย 50% ของทั้งหมด
ถ้าดูจากแนวโน้มที่เกิดขึ้น ก็น่าจะเรียกได้ว่า ประเทศไทยเป็นประเทศยอดฮิตของคนซัวเถาสมัยนั้นเลยทีเดียว
โดยเฉพาะช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ระหว่าง พ.ศ. 2488-2492 กวางตุ้งเกิดภัยแล้ง อดอยากต่อเนื่องทั่วทั้งมณฑล รวมทั้งเกิดสงครามในประเทศระหว่างจีนก๊กมินตั๋งและคอมมิวนิสต์
ทำให้ชาวแต้จิ๋ว (ซัวเถาและเมืองโดยรอบ) กว่า 2 ล้านคน อพยพมายังประเทศไทย มาเลเซีย และสิงคโปร์
จุดเด่นของชาวแต้จิ๋วที่อพยพมา ก็คือ ความสู้ชีวิตเพื่อสร้างเนื้อสร้างตัว
บางคนมาเพียงแค่เสื่อผืนหมอนใบ แต่ก็รับจ้างทำแทบทุกอย่าง
ซึ่งนอกจากความขยัน อดทนแล้ว อีกหนึ่งสิ่งที่สำคัญคือ ทักษะการค้า
จะเห็นได้จากนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จหลายๆ คนก็มีเชื้อสายจีน
โดยเฉพาะจีนแต้จิ๋ว ซึ่งรัชกาลที่ 6 ยกให้เป็น “ยิวแห่งประเทศจีน” เพราะความเก่งในการทำธุรกิจและการค้า
ไม่เพียงเฉพาะในไทยเท่านั้น แต่กระจายไปทั่วโลก อย่างในฮ่องกงที่มีสัดส่วนคนกวางตุ้งมากกว่า แต่คนรวยอันดับหนึ่งกลับเป็น คุณ Li Ka-shing ที่เป็นคนแต้จิ๋ว
แล้วซัวเถาในวันนี้เป็นอย่างไร?
ปัจจุบัน ซัวเถา เป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษของจีน
อุตสาหกรรมหลักที่น่าสนใจของเมืองซัวเถา คือ การผลิตของเล่น
โดยการผลิตของเล่นทั้งหมดในประเทศจีน มาจากกวางตุ้งเกือบ 80%
ซึ่งหนึ่งในศูนย์กลางการผลิตก็อยู่ที่เมืองซัวเถา
ไม่เพียงใหญ่สุดในจีน แต่ยังถือเป็นแหล่งผลิตของเล่นที่ใหญ่สุดในโลก
ในปี 2560 กวางตุ้งมีมูลค่าส่งออกของเล่นมากถึง 6.9 แสนล้านบาท
โดยตลาดส่งออกหลัก ได้แก่ สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น และยุโรป
ส่วนหนึ่งก็เป็นผลมาจากการสนับสนุนจากรัฐบาลส่วนท้องถิ่น
ซึ่งส่งผลให้เศรษฐกิจเติบโตอย่างรวดเร็ว
แล้วตอนนี้คนซัวเถา หรือ คนไทย รวยกว่ากัน?
ถ้าเป็นเมื่อก่อน คนได้ยินคำถามนี้คงหัวเราะ แล้วตอบว่าคนไทยรวยกว่าแน่นอน
รู้หรือไม่ว่า คนสมัยก่อนมักจะใช้คำว่า “มาจากซัวเถา” เป็นคำเยาะเย้ย เหมือนบ้านนอกเข้ากรุง
แต่ตอนนี้เรื่องอาจเปลี่ยนไป เพราะคนซัวเถากำลังจะรวยกว่าคนไทย..
GDP ต่อหัวของซัวเถา
พ.ศ. 2551 อยู่ที่ 80,387 บาท
พ.ศ. 2561 อยู่ที่ 192,138 บาท เติบโตเฉลี่ยปีละ 9%
GDP ต่อหัวของไทย
พ.ศ. 2551 อยู่ที่ 141,424 บาท
พ.ศ. 2561 อยู่ที่ 231,589 บาท เติบโตเฉลี่ยปีละ 5%
จากตัวเลขนี้ถ้า GDP ต่อหัวของซัวเถาและไทย ยังโตในอัตราเดิมต่อไปเรื่อยๆ
อีกประมาณ 5 ปี GDP ต่อหัวของซัวเถา ก็จะสามารถแซงประเทศไทยได้..
ปิดท้ายด้วยเรื่องที่น่าสนใจ
คนซัวเถาที่อพยพเข้ามาอาศัยอยู่ในประเทศไทยได้มาพร้อมกับวัฒนธรรมมากมาย และหนึ่งในนั้นก็คือภาษาแต้จิ๋ว
รู้หรือไม่ว่า คำที่เราใช้ในชีวิตประจำวันจนคิดว่าเป็นภาษาไทย จริงๆ แล้วมาจากภาษาแต้จิ๋ว
เก้าอี้ มาจาก 高椅 (ออกเสียงว่า เกาอี่) แปลตรงตัวว่า ม้านั่งสูง
ยี่ห้อ มาจาก 字號 (ออกเสียงว่า หยี่ห่อ) แปลตรงตัวว่า ชื่อตราสินค้า
ตะหลิว มาจาก 鼎鑢 (ออกเสียงว่า เตี๋ยหลิว) แปลตรงตัวว่า กระทะ + ตะไบ
ที่น่าสนใจคือ แม้แต่คำว่า ไข่เจียว คำว่า เจียว ก็มาจากภาษาแต้จิ๋ว 焦 (ออกเสียงว่า เจียว) แปลว่า ไหม้, แห้ง, กรอบ ถ้าไม่เชื่อลองถามตัวเองดูสิว่าทำไมเราเรียกว่า กระเทียมเจียว ซึ่งก็แปลว่าการนำกระเทียมไปทอดนั่นเอง
และในปัจจุบัน วัฒนธรรมของทั้ง 2 ชาติได้หลอมรวมกัน จนเราแทบแยกไม่ออกแล้วว่าสิ่งไหนเป็นไทยแท้ สิ่งไหนเป็นไทย-ซัวเถา..
----------------------
Blockdit โซเชียลมีเดีย รูปแบบใหม่

----------------------
References
-
-
-
-
-
-
-
© 2017-2020 Longtunman. All rights reserved.